[Fic] One Step Closer Part.11

posted on 23 Sep 2016 22:36 by tiseki in Fiction directory Fiction


 
Part.11 ความรักเยียวยาบาดแผลไม่ได้
.
.
.
"เลิกส่งข้อความปัญญาอ่อนมาซักทีได้ไหม"
 
จุนซูแวดใส่ผมทันทีที่พบกัน ปกติจุนซูจะทำเมินทุกครั้งที่เราเจอกัน แต่วันนี้ดูเหมือนว่าเขาจะหมดความอดทนซะแล้ว
 
"แบตฉันหมดเร็วเพราะนายส่งข้อความไร้สาระมาทุก 5 นาทีนี่แหละ"
 
ผมยิ้มกว้าง ไม่มีอะไรดีไปกว่าการที่จุนซูเห็นผมอยู่ในสายตา
 
"ไว้คราวหน้าฉันจะเอาพาวเวอร์แบงก์มาให้นะ ชาร์จก่อนแบตหมดได้เลย"
 
จุน ซูกลอกตาบนแล้วสบถคำหยาบออกมาอย่างสุดทน เขาทำท่าเอื้อมมือจะดึงคอเสื้อผม แต่ก็ชะงักปลายนิ้วไป แม้จะเป็นเพียงเสี้ยวนาที แต่ผมก็สัมผัสได้ว่าโรคกลัวการสัมผัสของจุนซูยังไม่หายดีนัก
 
หรือบางที...เขาก็แค่รังเกียจผม
 
"จะ เอาอย่างนี้จริงๆ ใช่ไหม นายบอกว่าจะจีบฉัน แต่ไม่เห็นทำอะไรนอกจากทำตัวน่ารำคาญไปวันๆ วิธีการจีบของนายมันเห่ยสิ้นดีเลย รู้ตัวป่ะ"
 
ผม ยักไหล่แทนคำตอบ ถึงวิธีการจีบสาว(?)ของผมออกจะน่าตบไปหน่อยก็เถอะ แต่สำหรับคนที่สร้างกำแพงขึ้นมาหนาเตอะอย่างจุนซู ถ้าทลายกำแพงไม่ได้ ก็ต้องให้เจ้าตัวออกมาเองนี่แหละ วิธีนี้อาจจะเสี่ยงกับการถูกเกลียดไปซักหน่อย แต่ถ้าต้องปล่อยเขาไป การถูกเกลียดคงทรมานไม่ต่างกัน
 
จุนซูกำมือแน่น "อย่าให้ฉันหมดความอดทนนะ ยูชอน ฉันมันปิศาจคิมจุนซู ลืมไปแล้วรึไง" 
 
"ไม่ลืมหรอก ฉันรักของฉันมาตั้งนาน จะลืมได้ยังไง" ผมฉีกยิ้ม "กลับเลยไหม ฉันเดินไปส่ง"
 
"ฉัน ต้องทำยังไงนายถึงจะหยุด จะทำอย่างนี้ไปถึงเมื่อไหร่ นายแค้นฉันมากใช่ไหม งั้นก็ต่อยฉันตรงนี้ให้มันจบๆ เถอะ จากนั้นก็ออกไปจากชีวิตฉันซะที" จุนซูไม่สนใจคำพูดของผม แต่กลับพ่นทุกคำขับไล่ไสส่งออกมาราวกับคนเสียสติ
 
"นายรำคาญฉันมากเลยเหรอ?" ผมถามเสียงแผ่ว
 
"ใช่ นายมันน่ารำคาญมาก" จุนซูตอบกลับโดยไม่รอให้ผมพูดจบประโยคเลยด้วยซ้ำ
 
"ฉันทำให้นายลำบากมากเลยเหรอ?"
 
"นี่นายไม่รู้จริงๆ หรือแกล้งโง่กันแน่"
 
"ถ้าไม่มีฉัน ชีวิตนายจะดีกว่านี้ใช่รึเปล่า"
 
"ก็...." จุนซูอ้ำอึ้ง
 
"ไม่ดีใช่ไหมล่ะ มีฉันอย่างนี้น่ะดีแล้ว ชีวิตนายจะได้มีสีสันไง" ผมยิ้มกว้าง "ป่ะ กลับบ้านกัน"
 
ผม จับมือจุนซูแน่นและมั่นคงมากพอที่เขาจะไม่สามารถสะบัดข้อมือไปจากผมได้ เราสองคนเดินจับมือกันจนออกมานอกมหาวิทยาลัย แม้ตอนแรกจุนซูจะทั้งโวยวายทั้งเตะทั้งต่อยผมด้วยขาและมือเล็กๆ ของเขา แต่เมื่อรู้ว่ายิ่งดิ้นยิ่งเป็นจุดสนใจ เขาจึงยอมให้ผมจับมือจนเดินออกนอกมหาวิทยาลัยแต่โดยดี
 
ผม เดินจับมือจุนซูคนที่ผมรักด้วยหัวใจพองโตคับฟ้า สองเท้ายืนไม่ติดพื้นราวกับกับลูกบอลที่กลิ้งไปในผืนหญ้ากว้าง ทั้งๆ ที่ไม่คิดว่าจะมีวันได้สัมผัสเขาอีกแล้ว แต่ผมก็ทำสำเร็จจนได้ แม้จุนซูจะไม่เต็มใจสักนิดเลยก็เถอะ ต้องขอบคุณความหน้าด้านของผมจริงๆ
 
เราสองคนเดินจับมือกันโดนไม่พูดอะไรมาจนถึงย่านที่ค่อนข้างลับตาคน จุนซูจึงเริ่มรั้งข้อมือแล้วหยุดเดิน
 
"ปล่อยได้แล้ว ฉันเดินเองได้"
 
"วันนี้รีบกลับรึเปล่า ไปหาอะไรกินกันไหม ฉันหิว"
 
"ปล่อยมือ" จุนซูพูดเสียงแข็ง
 
"บอกร้านที่นายชอบก่อนสิ แล้วจะปล่อย"
 
"ฉันไม่หิว"
 
"แต่ฉันหิวอ่ะ วันนี้ไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เที่ยงแล้ว"
 
"เรื่องของนายสิ" จุนซูสะบัดมือแต่ก็พ่ายแพ้ต่อแรงบีบรัดของผม ยิ่งจุนซูขยับ ผมยิ่งกระชับแน่น "ปล่อยได้แล้ว ฉันจะกลับบ้าน"
 
"แต่ฉันหิว!"
 
"หิว ก็ไปหาอะไรกินเซ่! มารั้งฉันไว้ทำไม ปล่อยได้แล้ว ฉันเจ็บ" จุนซูทำหน้าเหยเก จนผมต้องก้มลงไปดูปลายนิ้วมือของเขาที่ขาวซีด ทำให้ผมรู้ว่าผมมัวแต่ดีใจจนเผลอรัดข้อมือเขาแน่นเกินไป
 
ผมคลายปลายนิ้ว "ขอโทษนะ เจ็บเหรอ?"
 
จุนซูสะบัดมืออกพร้อมสบถทันที "บ้าเอ๊ย" ข้อมือเขาแดงไปหมด
 
"ฉันขอโทษ"
 
"ไปตายซะ" จุนซูเตะขาผมเบาๆ แล้วเดินรุดหน้าไป
 
"ขอโทษ~~~~" ผมพูดไปเดินเขย่งเท้าไป ลูกเตะของจุนซูโดนหน้าแข็งของผมอย่างจัง
 
"จุนซู รอฉันด้วย~~"
 
เขาหันมาส่งสายตาเขียวปั๊ดให้ผมทีนึงแล้วเดินต่อไปโดยไม่ผ่อนฝีเท้า
 
"นาย แม่งโคตรหน้าด้านเลยยูชอน ขนาดนกหนูหมูหมาพวกนั้นถูกคนไล่ยังรู้จักวิ่งหนี แต่นายนี่เป็นคนประเภทไหนกันแน่ ไล่เท่าไหร่ไม่ไปซักที"
 
"ฉันไม่ไปไหนทั้งนั้นอ่ะ บอกแล้วไงว่าจะตามนาย.."
 
"อย่าพูดคำว่าทั้งชีวิต!!" จุนซูเอี้ยวศีรษะมาด้านหลังอีกครั้งแล้วเดินต่อ
 
"ฉัน เกลียดคนพูดอะไรไม่คิดที่สุด ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะอยู่กับความตั้งใจของตัวเองไปได้ซักกี่วันแท้ๆ อย่ามาพูดคำว่าทั้งชีวิตให้หัวเราะหน่อยเลย"
 
"การที่นายจะเชื่อหรือไม่เชื่อมันเป็นสิทธิ์ของนาย แต่การที่ฉันยึดมั่นในความรักของฉัน มันก็เป็นสิทธิ์ของฉันเหมือนกัน"
 
"แต่สิทธิ์ของนายมันละเมิดสิทธิ์ของฉัน!!"
 
จุน ซูหยุดเดิน แล้วหันตัวมาหาผม ร่างเล็กยืนล้วงกระเป๋ากางเกง ริมฝีปากของเขาแดงก่ำเพราะอากาศหนาวเหน็บที่คืบคลานเข้ามาเมื่อพระอาทิตย์ จวนจะลับขอบฟ้า
 
"ฉัน รู้ว่านายเป็นคนไม่ย่อท้อ ฉันไม่เคยดูถูกความพยายามของนายเลยยูชอน แต่เพราะฉันรู้จักตัวเองดีกว่าใครบนโลก ฉันจึงไม่อยากให้นายเสียเวลาพยายามทำอะไรที่มันไร้ประโยชน์" 
 
จุนซูถอนหายใจ เขาหลบสายตาผมด้วยการละสายตามองรอบข้างอย่างไร้จุดหมาย
 
"ฉัน ยอมรับว่านายเป็นเพื่อนที่ไม่เลวนัก ซักวันหนึ่งเราคงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้ แต่มันยังไม่ใช่ตอนนี้ ยูชอน เลิกทำแบบนี้ซะเถอะ มันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรอก เสียเวลาเปล่าๆ"
 
"ที่ตอนนี้เรายังเป็นเพื่อนกันไม่ได้ เพราะนายรักฉันใช่ไหมจุนซู"
 
"ห๊า!"
 
"ใน สมุดเลคเชอร์ นายเขียนว่า "ฉันรักนาย ยูชอน" แล้วก็ขีดฆ่าเขียนคำว่า "ขอโทษ" แทน" ผมพูดพลางก้าวเข้ามาใกล้จุนซู "เพราะความคิดที่ว่าชีวิตฉันจะดีกว่านี้เมื่อไม่มีนาย ทำให้นายเลือกทิ้งฉันและความรักของนายไว้ข้างหลัง เพื่อให้ฉันลืมนายแล้วเริ่มต้นใหม่กับใครซักคนสินะ"
 
"..."
 
"เพราะนายรักฉัน นายถึงยอมเจ็บปวดเพื่อให้ฉันไปเจอคนที่ดีกว่านายใช่ไหม?"
 
"ใช่ ตอนนั้นฉันรักนาย" จุนซูพูดเน้นคำว่า"ตอนนั้น" เหยียดริมฝีปากแล้วนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะเริ่มพูดต่อ 
 
"ฉันเองก็เจ็บปวดที่ต้องทำแบบนั้น ทั้งการปล่อยมือจากนาย และการทำให้นายต้องเสียใจ ฉัน ร้องไห้เหมือนคนบ้า ยิ่งฉันรู้ว่าอีกฝั่งฟากกำแพงนั้นนายก็กำลังร้องไห้อยู่เหมือนกัน ก็ยิ่งตอกย้ำให้รู้ว่าฉันไม่คู่ควรกับความรักของนายเลยสักนิด"
 
จุนซูเว้นระยะหายใจ เขาเหมือนคนกำลังจะร้องไห้แต่น้ำตาไม่มีสักหยด มีเพียงแต่สายตาแข็งกร้าวและความมุ่งมั่นที่จะผลักไสผมไปให้ได้
 
"ฉัน รักนาย แต่ฉันเป็นทุกอย่างให้นายไม่ได้หรอกยูชอน โลกของนายมันสดใสเกินไป มันสว่างจนฉันแสบตา และมันก็เจิดจ้าจนฉันกลัว กลัวว่าสักวันฉันจะต้องตาบอดแล้วจมอยู่กับความมืดมิดไปตลอดกาล นายอาจคิดว่าฉันยอมเจ็บปวดเพื่อความสุขของนาย แต่เปล่าเลย ยูชอน ฉันทำเพื่อตัวเองต่างหาก  ฉันไม่อยากจมปลักอยู่กับรักที่เป็นไปไม่ได้ ฉันไม่มีความกล้าพอที่จะจับมือนายและก้าวเดินต่อไปเหมือนนิยายรักโรแมนติก ฉันเป็นคนแบบนี้แหละ ทั้งขี้ขลาด เห็นแก่ตัว และมองโลกในแง่ร้าย นายอย่ามองฉันให้สูงส่งนักเลย เพราะแท้จริงแล้วฉันก็แค่ทำเพื่อตัวเองเท่านั้น"
 
"นายก็เลยปล่อยมือฉัน ถีบฉันไปข้างหน้า แล้วปล่อยตัวเองอยู่กับความทุกข์เพียงลำพังอย่างนั้นเหรอ?"
 
"นายจะคิดอย่างนั้นก็ได้"
 
จุน ซูกระตุกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มเย้ยหยันอันแสนเศร้าที่ผมเคยเห็นมานับครั้งไม่ถ้วนซึ่งมันไม่เคย จางหายไปจากใบหน้าจุนซูเลย
 
"ฉัน ไม่ขอให้นายยกโทษในสิ่งที่ฉันทำ นายควรเกลียดฉัน ยูชอน ถ้านายจะใช้คำว่า 'ตลอดชีวิต' มันควรเป็นคำว่า 'เกลียดตลอดชีวิต' ฉันยินดีรับคำนั้นจากนายมากกว่าคำว่ารัก"
 
ร่าง เล็กพูดเพียงแค่นั้นแล้วก็หันหลังเดินต่อไปโดนไม่กลับมามองผมอีกเลย ผมเฝ้ามองจนเขาเดินลับเข้าไปในอพาร์ทเม้นต์สูงตระหง่าน เมื่อสิ้นเงาจุนซูแล้ว ผมก็ทรุดตัวตัวนั่งลงพิงกำแพงสีอิฐอย่างไร้เรี่ยวแรง 
 
นี่ เป็นครั้งแรกที่จุนซูบอกว่ารักผม แต่เป็นคำบอกรักที่ผมไม่นึกยินดี คำว่ารักนั้นช่างแสนเศร้า เศร้าจนผมหลั่งน้ำตาโง่ๆ ของตัวเองออกมาโดยไม่อายสายฝนที่จู่ๆ อยู่ร่วงหล่นมาทิ้งทวนฤดูกาลของมันก่อนจะเข้าสู่ฤดูกาลใหม่อย่างเต็มภาคภูมิ
 
-------------------------
 
ผม จับกระดาษสีขาวที่มีตัวอักษรสีดำยาวเป็นพรืดไว้ในมือแน่น คิดทบทวนถึงเนื้อหาในกระดาษที่ได้รับมาเมื่อเช้าอย่างจริงจัง ก่อนหน้านั้นอาจารย์ประจำภาควิชาของผมเคยเกริ่นเอาไว้หลายต่อหลายครั้ง เกี่ยวกับโครงการชิ้นใหญ่ที่ต้องการทั้งกำลังคนและกำลังสมองของบุคลากรในคณะ ชิ้นนี้ นักศึกษาทุกคนต่างโหยหาโอกาสที่จะเข้าเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ เพราะนั่นหมายถึงประตูสู่อนาคตการทำงานที่ดีจะเปิดต้อนรับหลังจากที่เรา เรียนจบมหาวิทยาลัยอน่างแน่นอน ทั้งๆ ที่ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธการทาบทาม แต่ผมกลับลังเลที่จะไขว่คว้าโอกาสนั้นไว้ ทำไมกันนะ
 
ถ้า จะบอกว่าเป็นเพราะจุนซูก็พูดได้ไม่เต็มปากนัก เป็นเพราะผมไม่เอาไหนเองต่างหาก ตราบใดที่ผมยังจัดการกับความรู้สึกของตัวเองไม่ได้ ผมคงไม่สามารถตัดสินใจอะไรด้วยความลังเลและความรู้สึกที่ค้างคา
 
ผม ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะพับกระดาษในมือแล้วยัดใส่กระเป๋าเป้ ผมยังคงยืนอยู่ที่เดิมแม้ว่าจุนซูจะขับไล่ผมเป็นร้อยๆ ครั้ง ผมเข้าใจทุกอย่างที่จุนซูพูด เพราะเขามักจะสะบัดมือไปจากผมทุกครั้งไม่ว่าผมจะจับมือเขาไว้แน่นแค่ไหน ก็ตาม ผมรู้ดีว่าหากท้ายที่สุดแล้วจุนซูไม่เหลียวแลผมจริงๆ ผมคงทำอะไรไม่ได้นอกจากปล่อยเขาไป
 
ความพยายามของผมอาจไร้ประโยชน์ในสักวัน แต่ผมอยากมีความสุขบ้างแม้เพียงสักนิด อย่างน้อยก็ในตอนนี้
 
ผมมองนาฬิกาบนข้อมื